รายงานเกี่ยวกับผู้ป่วยในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ‘ Eurosurveillance’ ของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุถึงกรณีของนักท่องเที่ยวชายชาวออสเตรีย ซึ่งไม่มีการระบุชื่อ ได้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยกับหญิงบริการ ระหว่างพักอยู่ในประเทศกัมพูชา เมื่อเดือนเมษายน 2565 

หลังจากนั้น 5 วัน เขาก็รู้สึกเจ็บเวลาปัสสาวะและมีหนองออกมาจากอวัยวะเพศของเขา จึงเข้ารับการรักษาและตรวจเชื้อ พบว่าเขาติดเชื้อโกโนเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะอะซิโธรมัยซิน ซึ่งตามปกติแล้วจะเป็นยาชนิดแรกที่ใช้รักษาโรคโกโนเรีย นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อตัวนี้ดื้อยาชนิดอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น เซฟไตรอะโซน, เซฟิซิม, เซโฟแทกซีม, ไซโปรฟลอกซาซิน หรือ เตตราซัยคลิน ซึ่งหมายความว่าเขาติดเชื้อ ‘ซูเปอร์โกโนเรีย’ ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด

การรักษาโรคโกโนเรียนั้น มีกระบวนการที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มต้นด้วยการให้ยาอะซิโธรมัยซินและเซฟไตรอะโซน ซึ่งเป็นยาขนานแรกที่นักท่องเที่ยวที่กลายเป็นผู้ป่วยได้รับ 

หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ อาการของเขาก็ดีขึ้น แต่ผลจากการตรวจเชื้อที่เก็บจากอวัยวะเพศของเขาพบว่า เขายังมีเชื้อโกโนเรียอยู่ในร่างกาย แต่เป็นเชื้อที่รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่มีส่วนผสมของเพนิซิลลิน หรือ โค-อะมอกซิคลาฟ 

รายงานของกรณีผู้ป่วยรายนี้ยังระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ยาเลฟามูลินและโซลิโฟลดาซิน รักษาเชื้อโกโนเรียในตัวเขาได้ ซึ่งยาทั้งสองชนิดนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิก 

ผู้ป่วยโรคโกโนเรียส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่อาจมีอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรง หากรักษาไม่หาย เช่น เกิดภาวะมีบุตรยาก รู้สึกเจ็บหรือมีหนองออกมาเวลาปัสสาวะ มีเลือดออกทางช่องคลอดหรือเจ็บอัณฑะ 

โกโนเรีย เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อว่า ไนซีเรีย โกโนเรียอี (Neisseria gonorrhoeae) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากที่สุดโรคหนึ่งในสหรัฐ มีอัตราผู้ป่วยโรคนี้โดยเฉลี่ยปีละ 1.5 ล้านคนต่อปี ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ

‘ซูเปอร์โกโนเรีย’ หมายถึงการติดเชื้อโกโนเรีย หรือหนองในสายพันธุ์ที่ดื้อยารักษาทุกชนิดเท่าที่มีในปัจจุบัน ตามข้อมูลขององค์กรอนามัยโลก การตรวจพบผู้ติดเชื้อ ‘ซูเปอร์โกโนเรีย’ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการตรวจพบเชื้อครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยมีกรณีผู้ติดเชื้อดังกล่าวในปี 2561 ในหลายประเทศ 

ถ้าหากมีการแพร่กระจายของเชื้อโกโนเรียสายพันธุ์ดังกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ อาจมีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมาก ที่รักษาให้หายขาดไม่ได้